ค้นหาบล็อกนี้

วันพฤหัสบดีที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2552

แม่ทัพภาค 1 เชื่อทหารมีจิตวิญญาณ ไม่ร่วมขบวนการทำร้ายชาติ


แม่ทัพภาค 1 เชื่อทหารมีจิตวิญญาณ ไม่ร่วมขบวนการบ่อนทำลายชาติ ย้ำทหารที่ไปร่วมเสื้อแดงไม่ใช่ทหารอาชีพ แต่ที่สุดแล้วเคารพสิทธิของทุกฝ่าย ไม่ก้าวก่ายความคิดส่วนตัวใคร แค่อยากให้คำนึงถึงสถานะที่เป็นอยู่ ไม่ทำให้บ้านเมืองเดือดร้อน

วันนี้ (10 ธ.ค.) ที่ตำหนักพระแม่กวนอิม ย่านลาดพร้าว พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ให้สัมภาษณ์ก่อนเป็นประธานพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพรแด่พระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัว ว่า การทำบุญครั้งนี้เป็นการสวดของทุกศาสนา เพื่อสวดถวายพระพรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งถือเป็นงานมหากุศลอย่างยิ่ง ชาวไทยทุกคนร่วมใจกันในการทำจิตใจให้เป็นกุศลและถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว ทั้งนี้ คนไทยทุกหมู่เหล่าไม่ว่าจะมีความคิดทางการเมืองรูปแบบไหนอย่างไร ถ้าเป็นพสกนิกรของพระองค์ท่านที่ทรงมีพระเมตตา คิดว่า ทุกคนคงกระทำความดี สมานฉันท์ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล สิ่งที่สำคัญคือทำให้บ้านเมืองเป็นปกติสุข เพื่อให้พระองค์ท่านมีความสุขในสิ่งที่ท่านปรารถนา

เมื่อถามถึงการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง พล.ท.คณิต กล่าวว่า ถือเป็นการชุมนุมเพื่อแสดงออกทางการเมือง ซึ่งเป็นสิทธิของเขาที่จะชุมนุมภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ คงไม่ใช่เรื่องแปลก คิดว่าไม่น่ามีเหตุการณ์อะไร ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเป็นเจ้าหน้าที่หลักในการดูแลรักษาความปลอดภัย ส่วนกองทัพภาคที่ 1 ได้รับการประสานจากกองบัญชาการตำรวจนครบาลให้เตรียมกำลังเพื่อช่วยตำรวจตาม การร้องขอ ซึ่งเรามีแผนต่างๆ อยู่แล้ว แต่จากการติดตามสถานการณ์ไม่น่ามีปัญหาอะไรจากกลุ่มผู้ชุมนม แต่อาจมีภาวะแทรกซ้อนจากคนอื่นหรือรอบข้างบ้าง แต่เราช่วยกันดูแลอยู่ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบอะไร

เมื่อถามถึงกรณีทหารบางส่วนออกมาเคลื่อนไหวการเมือง จะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์กองทัพหรือไม่ พล.ท.คณิต กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องแยกให้ออก อย่างตนยืนตรงนี้ สถานะของตนคือ ทหาร เป็นแม่ทัพภาคที่ 1 และอีกสถานะหนึ่งเป็นประชาชนคนไทย ดังนั้น การดำเนินการใดๆก็ตาม หากตนบอกว่า พูดในฐานะความคิดเห็นส่วนตัว แต่เรื่องส่วนตัวอยู่ในอีกสถานะหนึ่ง ซึ่งเป็นตำแหน่งหน้าที่การงานหรืออาชีพ ดังนั้น การพูดหรือแสดงอะไร ต้องคำนึงถึงสิ่งที่เราเป็นอยู่ หรือสิ่งที่เราทำงานอยู่ การกระทำใดๆ ก็ตาม ตนเชื่อมั่นว่าไม่ใช่เป็นทหารอาชีพที่จะออกมาทำในสิ่งเหล่านี้ แต่เป็นสถานะที่แสดงความคิดเห็นส่วนตัวของเขา แต่ความคิดเห็นส่วนตัวต้องไม่นำสถานะอาชีพเข้ามาเกี่ยวข้องให้เกิดความเสีย หาย

เมื่อถามว่า กองทัพภาคที่ 1 ได้ตรวจสอบว่ามีทหารพรานมาร่วมชุมนุมกับกลุ่มเสื้อแดงหรือไม่ พล.ท.คณิต กล่าว่า ในความรับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 1 มีกรมทหารพราน 3 กรม ได้ตรวจสอบแล้ว ไม่มีปัญหา และได้รับการยืนยัน จากตัวทหารพรานเอง อย่าลืมว่าทหารพรานเป็นนักรบประชาชน เป็นประชาชนที่อาสาสมัครมาทำงานเสียสละเพื่อประเทศชาติ ได้พลีชีพและทำทุกอย่างในการป้องกันประเทศชาติ และที่สำคัญเป็นคนกล้า ไม่หวังสิ่งใดตอบแทน คิดว่า ในความรู้สึกและจิตวิญญาณในความเป็นทหารพรานรักประเทศชาติ และไม่แสดงออกอะไรที่ทำให้เกิดการบ่อนทำลายประเทศชาติ

เมื่อถามว่า การที่อดีตทหารพรานมาร่วมชุมนุมเหมาะสมหรือไม่ พล.ท.คณิต กล่าว่า ถ้าเป็นอดีตทหารพราน คือ ความเห็นส่วนตัว แต่ถ้าเป็นทหารพรานที่อยู่ในวิชาชีพก็ไม่สมควร ทั้งนี้ คนเราอยู่ในสองสถานะ คือ ความเป็นตัวของตัวเอง และอีกสถานะคือ อาชีพการงาน ดังนั้น การทำอะไรก็แล้วแต่ ถ้ายังมีอาชีพการงานอยู่ ต้องคำนึงถึงสิ่งที่เรายึดถือเป็นหลัก

เมื่อถามถึงการเคลื่อนไหว พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก พล.ท.คณิต กล่าวว่า ไม่มีความเห็น ต้องเป็นเรื่องผู้บังคับบัญชาระดับบน เมื่อถามว่า หวั่นหรือไม่ว่าทหารจะชนกันเอง พล.ท.คณิต กล่าวว่า “ถ้าเล่นฟุตบอลก็ชนกันบ่อย”

http://www.manager.co.th/politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000150915

วันอังคารที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2552

7 ปีชัดเจน...คนเล่นละคร คือกษิตและรัฐบาลไทยต่างหาก.. แต่เขมร ไม่เล่นด้วย


เรื่องทั้งหมด เป็นการสร้างหนัง สร้างละคร กันจริงๆ

ทำไมกษิตโดดประชุม ระดับชาติ
เพียงแค่ ได้ข่าวว่า สายลับที่ส่งไป ถูกจับ

แล้วก็ฉากแรก ไม่สมบทบาท เล่นไม่เนียน ถูกผู้ชมจับได้

ฉากต่อมา ผู้กำกับมือทองกษิต พยามตัดบท บอกว่า สายลับถูกแกล้ง
จากเขมร เพื่อหาเรื่อง จับคนไทย กะว่าจะเพิ่มบทแทรก เพื่อให้คนไทย
คลั่งชาติ ใส่เอฟเฟ็ค สร้างภาพเสมือนจริง ระดับฮอลลีวูดส์ ทำให้คนไทย
ชื่นชมในความสมจริงกันทั้งประเทศ มีการบอกต่อปากต่อปาก เพื่อให้ที่ไม่รู้
อยากไปดู กะว่า ทำเงินถล่มทลายแน่ๆ

ต่อมา นักแสดงกับ สารรูป เอ๊ย ภาพ ก่อนว่า ความจริงเขา ทำตามคำสั่งใครบางคน
จากไทยจริง (ใครละที่ ลนลาน ต๊กกะใจในเรื่องนี้ ก่อนเพื่อน)

ผู้กำกับมือทอง จำต้อง เปลี่ยนบทใหม่ บอกมันแค่ตารางบิน ใครๆ ก็รู้ได้ เป็นเรื่องปกติ
ไม่ใช่เรื่องลับ อะไร ก็แค่คนไทยอยากรู้ว่า ทักษิณและฮุนเซ็นจะไปไหน ด้วยเครื่องบินสายอะไร เวลาเท่าไหร่ ไปที่ไหน มันคือสิ่งที่ กษิต และรัฐบาลไทย น่าจะรู้ได้ ว่างั้น เล่นบทนี้เลย คนจะฆ่ากันวันละ 1 ล้าน 8แสนครั้งต่อวัน(ทุกลมหายใจ) กันแบบนี้ บอกแค่ไทยอยากรู้ จะเป็นไรไป ...

เรื่องนี้ ปัญหามันตอบไม่ได้ ก็คือ ถ้าคิดว่าเป็นเรื่องเปิดเผย ใครๆก็รู้กัน
มีคนถามต่อ แบบภาษาบ้าน... ถ้าพวกมิงคิดว่า เป็นเรื่องเปิดเผย แล้วพวกมิงส่งสายลับไปทำไม.......ก็ทำเรื่องไปแสดงเจตจำนง จากรัฐบาลไทย ให้เขมร ส่งแผนการบิน ตารางบิน
ทักษิณ มาให้ซิ ทำไมจะทำไม่ได้ ขนาดทำเรื่องส่งตัวตัวทักษิณ ผู้ร้ายข้ามแดน ทำไมทำแล้วทำอีก ทำแล้วทำอีก ทำจน คนไทยทั้ง 63 ล้านคน ก็พล่อยรู้สึก หน้าจะหนาๆด้านๆ ไปด้วยเลย

แล้วทำไม มิงไม่คิด ทำเรื่อง ขอตารางบินทักษิณ ขณะอยู่เขมร พวงไปกับเรื่องขอส่งตัวทักษิณ ละครับ บักกษิต

เห็นยังว่า ผู้กำกับมือทอง กษิต ฉลาด หรือโง่ กันแน่ ไม่งั้น บักต๋อง ไม้คิว เอ๊ย แผนคงไม่แตก และถูกจับได้ ตกลงวิศวะการบิน เขาไม่รู้เรื่องว่า เป็นเรื่องทำได้ หรือไม่ได้ ขนาดนั้นเลยเหรอ

...ต่อมาฉากต่อมา.. เมื่อ ทำใจดีสู้เสื้อ บอกจะว่ารัฐบาลจะช่วยให้ออกมาให้ได้ ว่างั้น
แต่ผู้กำกับก็รู้ว่า งานนี้ของจริง ฉากจริงๆ มันจะเล่นละครกันไปได้กี่น้ำ

คุณแม่พระเอก เมื่อไปเยี่ยม ได้พบความจริงว่า ฉากที่ลูกได้รับ ถูกกำกับมาจริง แบบไม่ต้องใช้ตัวแสดงแทน ไม่ต้องใช้สริง เรียกว่า เล่นจริง เจ็บจริง ถูกจับจริงๆ น่ะซิ

คุณแม่ก็ต้อง หยุดการดำเนินการใด ๆ ตามผู้กำกับมือทองจากไทย แจ้งมานั้นเอง รู้อะไรเป็นอะไร อยู่ไทยเหมือนอยู่ใน ถ้ำ ไปเขมรทีไร เหมือนออกจากถ้ำทุกที

ก็ต้องปล่อยไปตามอำนาจศาล ถ้าหลักฐานไม่แน่น จริง ก็ต้องไม่ผิด แต่ สารภาพกันแบบนี้
แค่คำว่า ไม่รู้ว่า เป็นเรื่องผิด และเป็นเรื่องความมั่นคงของแขกบ้านแขกเมือง ของประเทศเขา ชาวบ้านหากินตามชายแดนก็ว่าไปอย่าง นี้ระดับ วิศวะ น่ะ โง่ขนาดนี้เหรอ อะไรประมาณนั้นและครับ แต่ไม่ขอก้าวล่วง อำนาจศาล

ผลตัดสินมา ผิด 7 ปี

ก็แสดงว่า กษิต และรัฐบาลไทย ผิดจริง ทั่วโลกประจักษ์แล้ว

นี้แหละ อุทาเห่าหอน บอกให้รู้ว่า ความเกลียดความแค้น ก็ให้รู้จักยับยั้นบ้าง
คงความเกลียดความแค้น ไว้ที่แผ่นดินตนเอง อยากฆ่า ทักษิณ ปานใด
เกลียดทักษิณ ทั้งรัฐบาล และอำมาตย์ขนาดไหน ก็ขอให้ใหญ่ เก่ง สถุลเอ๊ย
ยิ่งใหญ่แสดงความอำมหิต แต่ฝ่ายในประเทศตนเองก่อน ถ้าทะลึงไป เก่งกับประเทศ
อื่น นี้แหละผลของการเกลียด แค้น ถูกกล่าวหาว่า พวกอำมาตย์และรัฐบาลนี้
ไร้ความยุติธรรม ทุกเรื่อง ถ้าเป็นทักษิณ ก็ช่างมัน เพราะความจริงมันก็เป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว

ไม่เห็นต้องไป โชว์ความอำมหิต และไร้ความยุติธรรม ไร้มนุษยธรรม ไร้ความเป็นคน ให้นานาชาติ เขา ซาบซึ้งด้วยเลย

เขาเลยรู้เลยว่า ทักษิณ อยู่ไทยไม่ได้ เพราะสาเหตุใด ขนาดอยู่ต่างชาติ มันยังจะฆ่าทิ้งเลย แล้วถ้าอยู่ประเทศไทย ละ

หรือ ทำไมต้องมีเสื้อแดงในประเทศไทย เพราะไร้ความยุติธรรม แบบนี้นี่เอง

หรือ เขาเลยรู้หมดเลยว่า คดีทักษิณผิด มันไม่ใช่ผิดเพราะการเมืองธรรมดาๆ ซะแล้ว

แต่นี้มัน จะเอาชีวิต ให้ตายไปจากโลกใบนี้ชัดๆ

เรียกว่า นานาชาติ เห็นไส้เห็นพุง ทุกกระบวนการต่างๆ และความเป็นอยู่และเป็นไป ในประเทศไทยทั้งหมด

มันตรงข้าม กับข้อมูล ที่รู้ก่อนนี้ ทั้งสิ้น

สิ่งที่เขียนมานี้ ทั้งหมด จะไม่เกิดขึ้น
ถ้าคนทั่วโลก โง่ ไร้การศึกษา ไร้สมอง อย่างคนบางกลุ่มในประเทศไทย
คุณเชื่ออย่างนั้นหรือเปล่าละ

7 ปี บอกเรื่องราวทั้งหมดที่ผ่านมาและ ณ ปัจจุบัน และอาจมองถึงวันข้างหน้าได้เลย
ว่าประเทศไทย จะเกิดอะไรขึ้น

วิเคราะห์กันต่อเลย โดยไม่ต้องอาศัย โพลตอแห-ล จากที่ใด

.......kajokkub......../Prachataiwebboard/8/12/09

วันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2552

"เกียรติกร พากเพียรศิลป์" อดีต ส.ส.ปราจีนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ สมัครเข้าเป็นสมาชิกเพื่อไทย !

ผู้สื่อข่าวรายงาน เมื่อเวลาประมาณ 11.00 น. วันนี้(4 ธ.ค.) นายเกียรติกร พากเพียรศิลป์ อดีต ส.ส.ปราจีนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งถูกศาลศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้สมาชิกภาพ ส.ส.สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 106(3) เมื่อวันที่ 2 ธ.ค.ที่ผ่านมา ได้เดินทางมาพรรคเพื่อไทย เพื่อยื่นใบสมัครสมาชิกพรรค โดยนายเกียรติกร กล่าวว่า เหตุผลที่สมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย เนื่องจากต้องการยืนยันว่าพรรคนี้เทิดทูนสถาบัน สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งตนเคยประกาศไว้เมื่อนานมาแล้วว่า จะไม่ขอเข้าไปเหยียบพรรคนั้นอีก จนถึงปัจจุบันตนก็ยังไม่เคยผิดคำพูด ระยะหลังที่ตนยังทำงานกับพรรคประชาธิปัตย์มีแต่ความอึดอัดใจ เพราะโดนปิดปากห้ามออกมาให้ข่าว แม้แต่ตนจะแถลงข่าวเรียกร้องให้พรรคซึ่งเป็นรัฐบาลช่วยเหลือประชาชนที่ประสบ ภัยน้ำท่วมก็ยังทำไม่ได้ แสดงถึงความไม่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งตนทราบข่าวมาว่าเป็นรัฐมนตรีที่ควบคุมสื่อเป็นคนกำกับอยู่เบื้องหลัง.

วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ด่วน !!! ...สมเด็จฮุนเซ็น พิโรธหนัก..อยู่ร่วมกันไม่ได้แล้วกับ รธบ ไทย

ฮุนเซนจวกเละ มาร์ค-กษิต ดูหมิ่นกัมพูชา

นายกรัฐมนตรีกัมพูชา"สมเด็จฮุน เซน"ฉุน"อภิสิทธิ์-กษิต"ดูหมิ่นกรณีไม่ส่งตัว"ทักษิณ"ลั่นไม่มีความสุข หากทั้งสองยังอยู่ในอำนาจ ระบุอีกทำงานร่วมกับนายกรัฐมนตรีไทยยาก

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานเมื่อช่วงค่ำวันที่ 30 พ.ย.ว่า สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ออกมาวิจารณ์นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ระบุว่า ทั้งสองคน ดูหมิ่นกัมพูชากรณีไม่ยอมส่งมอบตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้ และว่า กัมพูชาจะไม่มีความสุขเลย ถ้านายอภิสิทธิ์ และนายกษิต อยู่ในอำนาจ ทั้งนี้การวิจารณ์ผู้นำไทย เกิดขึ้นระหว่างสมเด็จฮุน เซน ขึ้นกล่าวในพิธีการระดับจังหวัดแห่งหนึ่งซึ่งข่าวไม่ระบุสถานที่แน่่ชัด

สม เด็จฮุน เซน เผยต่อไปว่าเขาไม่ใช่ศัตรูของคนไทย แต่นายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศของไทย ดูถูกกัมพูชาอย่างมาก โดยยังยืนยันจะไม่ส่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ให้ฝ่ายไทย เพราะคดีที่ถูกตัดสินผิด เป็นคดีที่มีการเมืองเกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ผู้นำกัมพูชา ยังกล่าวตอบโต้อย่างรุนแรงเรื่องที่ไทยขู่จะปิดพรมแดนด้วยว่า ถ้าคุณเป็นคนงี่เง่าและอยากสูญเสียก็จงได้โปรดปิดพรมแดนเถิด

ผู้นำ กัมพูชา ยังเผยด้วยว่า เขาได้แจ้งนายอภิสิทธิ์ว่า กัมพูชา ขอยกเลิกข้อตกลงที่ฝ่ายไทยจะให้กู้เงิน1,400 ล้านบาทเพื่อนำไปสร้างถนนจากพรมแดนไทยและจะทบทวนการกู้เงินอื่นๆของไทยด้วย และยังได้แจ้งต่อนายอภิสิทธิ์ อีกว่าเขาและประชาชนชาวกัมพูชารู้สึกเจ็บปวด เมื่อได้ยินตอนที่พวกคุณกล่าวถึงเรื่องที่ว่าจะยุติการช่วยเหลือและระงับ เงินกู้ ตอนนี้ ขอให้เลิกพูดลักษณะนี้ได้แล้ว เพราะเป็นคำหยาบคายและเด็กๆพูดกัน เท่าที่เขาทำงานร่วมกับนายกรัฐมนตรีไทยมา 10 คน นายอภิสิทธิ์ เป็นคนที่ทำงานด้วยยากที่สุด.

ไทยรัฐออนไลน์

* โดย ทีมข่าวต่างประเทศ
* 30 พฤศจิกายน 2552, 20:50 น.

วันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

“เอนก” ที่มีรากเหง้า-เนื้อในจากพรรคประชาธิปัตย์


มีการปล่อยข่าวเพื่อหาข่าวจากอดีตแกนนำพรรคไทยรักไทย เปิดทางให้ “ขุนพล” จากพรรค การเมืองอื่นไหลลื่นเข้าสังกัดตามเกมเก่า
เป็นการปล่อยข่าวเพื่อ “ทุบหุ้น” ที่มีอนาคตบนกระดานที่ชื่อ “ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์”
เป็น “เอนก” ที่มีรากเหง้า-เนื้อในจากพรรคประชาธิปัตย์ผ่านไปแตกกอในพรรคมหาชน และเคยต่อยอดให้กับพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา และแต่งกิ่งในนามกลุ่มการเมืองหัวกะทิ “กลุ่มรักษ์ไทย”
เมื่อห่างหายจากวงการเมือง “เอนก” ไปต่อยอดในวงวิชาการ ผลิตงานใน “เนื้อเดิม” อันเป็นจุดก่อเกิดก่อนมา งอกเมล็ดงามในพรรคการเมือง
ทั้งงานวิจัยเกี่ยวกับ “ประชานิยม” หรือ “อภิวัฒน์ท้องถิ่น” อันเป็นการสำรวจทฤษฎีการเมืองเพื่อสร้างท้องถิ่นให้เป็นฐานใหม่ของ ประชาธิปไตย
และผลิตงานวิชาการต่อยอดจากประสบการณ์ตรงจากวงการเมือง ในเนื้อหาที่ว่าด้วย “แปรถิ่น เปลี่ยนฐาน สร้างการปกครองท้องถิ่น ให้เป็นรากฐานของประชาธิปไตย”
กลับจากเวทีปราศรัยหาเสียงในฐานะ “หัวหน้าพรรค” ไปเป็นนักวิชาการสาธารณะ “เอนก” ขึ้นเวทีวิชาการ กล่าวถึง “โอกาสของท้องถิ่น วาระการแก้ปัญหาวิกฤตของชาติ”
ระหว่างที่ผลิตผลงานวิชาการ “เอนก” เดินสายพบปะผู้คน-ค้นคว้า ความจริงและข้อมูลประกอบการอภิปราย จึงได้ปฏิสัมพันธ์กับคนการเมืองหลายสาย-หลายขั้ว
ชื่อ “เอนก” จึงถูกดึงไปพัวพันทั้งกับ “พรรคการเมืองใหม่” และ “ข่าว” ล่าสุดมีคนวงใน “พรรคเพื่อไทย” เปิดทางไว้ว่า เขาจะเข้าไปเป็น “ที่ปรึกษา” ของ “ประธานที่ปรึกษา”
คนแวดวงการเมืองจึงสนใจไถ่ถาม ความจริงจากปากของ “เอนก”
เขาบอกว่า “เขียนไว้ได้เลย ขีดเส้นใต้ไว้ได้เลยว่า ณ ปลายฝนต้นหนาวของปี 2552 นี้ ไม่มีชื่อ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ใน พรรคเพื่อไทยเป็นแน่แท้ แต่ฤดูร้อนปีหน้าค่อยมาว่ากันอีกที”
“เอนก” เป็นที่สนใจของทุกพรรค ทุก “หัว” แม้กระทั่ง “นายหัว” ชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาใหญ่แห่งค่ายพรรค ประชาธิปัตย์ ยังไถ่ถาม-ชักชวนให้คืนรัง ดังเดิม
ส่วนความสัมพันธ์อันดีเมื่อครั้งอดีตกับ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ที่ย้ายสังกัดไปประกบอยู่กับ “บรรหาร ศิลปอาชา” แห่งค่ายชาติไทยพัฒนา ณ วันนี้ก็ยังแนบแน่นเช่นเดิม
เช่นเดียวกับ “คอนเน็กชั่นพิเศษ” กับ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” ผู้มากบารมีที่ยังคงมี “เอนก” เป็นแขกประจำในมื้อค่ำ ไม่สร่างซา-ห่างหาย
ถามว่า “อาจารย์เอนก” สนใจร่วมหอลงโรง ร่วมหัวจมท้าย กับพรรคไหน และจะกลับจากเวทีวิชาการเข้าสู่วงจรการเมืองอีกหรือไม่
คำตอบคือ “ผมสนใจการคุยกับทุกพรรค ทุกฝ่าย เพื่อให้ก่อเกิดนวัตกรรมทางการเมืองรูปแบบใหม่ ๆ ในการแก้ปัญหาวิกฤตของประเทศ”
“ตอนนี้กำลังหาทางออกด้วยการทำวิจัย เขียนหนังสือชื่อ จุดคานงัดนำสังคมไทยพ้นวิกฤต ไม่มีอะไรเป็นเรื่องฝัก-ฝ่าย” ในฐานะอาจารย์เขาคร่ำเคร่งทำวิจัย-จัดวงเสวนา-ทำโฟกัสกรุ๊ป และชักชวนทุกขั้ว- ทุกฝ่ายมาร่วมวง
เป็นงานวิจัยที่ไม่ได้หยุดนิ่งอยู่บนหิ้ง ทิ้งไว้บนหอคอยงาช้าง แต่กำลังนำไปตีพิมพ์เผยแพร่ในวงวรรณกรรม-วิชาการ โดยสำนักพิมพ์ “มติชน” เร็ว ๆ นี้
ประเด็นที่ผู้คนสนใจไถ่ถาม “เอนก” มากไม่แพ้การเลือกฝ่าย คือ พบปะ-คบหากับ “บิ๊กจิ๋ว” ใกล้ชิดขนาดไหน คำตอบที่ได้ คือ เป็นการพูดคุยเรื่องพื้นฐานการปกครองส่วนท้องถิ่น
เขาบอกว่า การคบหา-กินข้าวคาว-หวานกับนายกรัฐมนตรี-อดีตนายกรัฐมนตรี นั้นมีตลอดทุกยุคทุกสมัย
“จริง ๆ แล้วผมก็คุยกับคนได้หลายฝ่าย ทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล กับนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผมก็เคยพบรับประทานอาหารด้วยกัน เช่นเดียวกับอดีตนายกฯอานันท์ ปันยารชุน ก็พบปะกัน แม้กระทั่งท่านอดีตนายกฯบรรหาร ศิลปอาชา ก็เคยคบหาร่วมรับประทานอาหารด้วยกัน”
“แต่คนการเมืองที่พบปะกับผมมากที่สุด ไปเที่ยวกันบ่อยที่สุดชื่อ สุริยะใส กตะศิลา…ในฐานะลูกศิษย์-ลูกหา” อาจารย์เอนก เล่ารายละเอียดเส้นทางคน-เส้นทางการเมือง
เมื่อ “บิ๊กจิ๋ว” จุดพลุ “นครรัฐปัตตานี- นครปัตตานี” ดังสนั่น-สว่างไสวไปทั่วกระดานการเมือง ในฐานะที่เป็นกูรู-รัฐศาสตร์ “เอนก” อธิบายปรากฏการณ์
“การแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้องใช้แพ็กเกจใหญ่ ใช้มาตรการใดมาตรการหนึ่งไม่ได้ การพูดถึง “นคร” รูปแบบการปกครองพิเศษ ก็เป็นส่วนหนึ่งของแพ็กเกจใหญ่ ซึ่งมีระบุไว้ในรัฐธรรมนูญว่า หากพื้นที่ใดมีความพร้อม มีเจตนาอยากปกครองรูปแบบพิเศษ ก็สามารถทำได้โดยให้อยู่ในกฎหมาย”
“ในยุครัชกาลที่ 7 พระบาทสมเด็จ พระปกเกล้าฯ มีพระราชดำริจะนำเอาพื้นที่ชะอำ หัวหิน เป็นเขตปกครองพิเศษ เป็นเขตรักษาชายฝั่งทะเลตะวันตก แต่ก็ยังไม่ทันได้ทำสำเร็จก็เกิดเหตุการณ์ 2475 เสียก่อน” อาจารย์เอนกย้อนความ
“ส่วนข้อเสนอที่จะทำให้จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเขตพิเศษ โดยอยู่ในวัฒนธรรมแบบมุสลิมในแบบไทย ซึ่งมีเชื้อสายมาจากมาเลเซียที่มีการนับถือศาสนาอิสลามอย่างเคร่งครัด”
“การจัดเขตปกครองพิเศษ จะทำให้เขาได้ปกครอง-แก้ปัญหาของตัวเองได้มากขึ้น”
ข้อย้อน-แย้งที่พลพรรคประชาธิปัตย์รุมโต้-ต้าน ภายใต้หลักคิด-กรอบองค์กร “ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดน ภาคใต้” โดยเรียกชื่อดั้งเดิมยุคสมัย “ชวน หลีกภัย” ที่เรียกชื่อย่อว่า ศอบต. ถูก “ดร.เอนก” วิพากษ์
ด้วยการหยิบยกโครงสร้างอำนาจมาวาดเค้า-วางเรื่อง-เห็นภาพว่า “การตั้งเขตการปกครองพิเศษ โดยมีศูนย์ ศอบต.เป็น ผู้บริหารพื้นที่นั้น เป็นการรวมศูนย์เข้าสู่ส่วนกลางยิ่งกว่ารวมศูนย์เสียอีก เพราะเป็นการใช้ผู้บริหารส่วนกลางเข้าไปรวมศูนย์ที่ส่วนกลางสำนักนายก รัฐมนตรีในการแก้ปัญหาท้องถิ่น”
“ที่ผ่านมารัฐไทยได้พยายามแก้ปัญหาโดยส่วนกลางจนหมดเงิน หมดทรัพยากร หมดสติปัญญาไปเป็นจำนวนมาก ก็แก้ปัญหาไปได้ไม่มากเท่าไร ยามนี้หากใครคิดที่จะใช้ท้องถิ่นแก้ปัญหาท้องถิ่น ก็ถือว่าเป็นการสะท้อนเจตนารมณ์ของชาวบ้านอย่างแท้จริง”
ในฐานะเจ้าความคิดเรื่องการกระจายอำนาจที่ยึดทางออกด้วย “ท้องถิ่น” จึงเห็นว่า การกระจายอำนาจเป็นเรื่องของทุกจังหวัด ทุกองค์การบริหารส่วนตำบล ต้องใส่ใจ ไม่ใช่เฉพาะเขต 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น
เขาเห็นว่า “องค์การบริหารส่วนจังหวัดในภาคอีสาน ก็ควรมีโอกาสได้ปกครองแบบพิเศษ แบบพื้นเพภาคอีสาน”
อาจารย์เอนก ย้อนตำนานพรรค ประชาธิปัตย์ กับแนวคิดกระจายอำนาจว่า สมัยที่ “อภิสิทธิ์” เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้กำกับนโยบายการกระจายอำนาจ แต่ก็ยังไม่เกิดผล ดังนั้น หากจะ “คิดริเริ่ม” ตั้งแต่ตอนนี้ก็ยังสามารถทำได้
ข้อคิดเห็น ทิ้งทาย ท้าทาย ทั้งเพื่อไทย-ประชาธิปัตย์
“การแก้ปัญหาที่ยุ่งยาก นอกจากจะทุ่มเทแรงกายแรงใจแล้วต้องมองหา นวัตกรรมทางความคิดใหม่ ๆ ในการแก้ปัญหาด้วย ปัญหาชายแดนใต้ โดยหลักต้องแก้ด้วยการเมือง”

ที่มา : http://www.wiseknow.com/blog/2009/11/09/3887/